วันอาทิตย์ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

การเข้าเรียน ครั้งที่ 16
วันที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

วิชา  การอบรมเลี้ยงดูเด็กปฐมวัยที่มีความต้องการพิเศษ


**หมายเหตุ**
    
วันนี้อาจารย์ให้นักศึกษาเคลียงานที่ค้างอยู่ให้เรียบร้อย พร้อมส่งงานวิจัยของแต่ละคน และอาจารย์ได้ให้ข้อสอบกลับไปทำ โดยนัดส่งในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2557
การเข้าเรียน ครั้งที่ 15
วันที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

วิชา  การอบรมเลี้ยงดูเด็กปฐมวัยที่มีความต้องการพิเศษ

เด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้

สาเหตุของปัญหาการเรียน
•     สติปัญญาบกพร่อง หรือปัญญาอ่อน (Mental Retardation)
•     วิตกกังวล หรือซึมเศร้า (Anxiety or Depression)
•     สมาธิสั้น (Attention Deficit Hyperactivity Disorder ADHD)
•     ภาวะการเรียนบกพร่อง (Learning Disorder –LD)
•     เจ็บป่วยเรื้อรัง (Chronic Illness)
•     ขาดโอกาสทางการศึกษา
•     ขาดแรงจูงใจ (Lack of Motivation)
•     วิธีการสอนไม่เหมาะสม

หลักการทั่วไปในการช่วยเหลือเด็ก LD
•    สอนจากสิ่งที่ง่ายที่สุด
•    สอนจากสิ่งที่เด็กคุ้นเคยไปหาสิ่งที่เด็กไม่คุ้นเคย
•    ให้โอกาสเด็กเลือกเรียน
•    ให้เด็กมีความสุขในการเรียน
•    ใช้ประสบการณ์ตรง
•    ให้เด็กเรียนรู้ตามขีดความสามารถของตน
•    ใช้แรงเสริมอย่างมีประสิทธิภาพ
•    กระตุ้นให้เด็กใช้ความคิด
•    ให้เด็กเรียนจากเพื่อน
•    แจ้งผลการเรียนให้เด็กทราบโดยเร็ว
•    ทบทวนบทเรียนบ่อยๆ
•    สอนโดยการเน้นย้ำเชื่อมโยงกับวิชาอื่นด้วย
•    จัดห้องเรียนให้เอื้อต่อการเรียน
•    ใช้คำสั่งที่สั้นและเข้าใจง่าย
•    มองหาจุดเด่น-จุดด้อยของเด็ก

การเข้าเรียน ครั้งที่ 14
วันที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

วิชา  การอบรมเลี้ยงดูเด็กปฐมวัยที่มีความต้องการพิเศษ


วันนี้เรียนเรื่อง เด็กดาวน์ซินโดรม

แนวทางการดูแลรักษาและฟื้นฟูสมรรถภาพ          
        
       จุดมุ่งหมายของการดูแลกลุ่มอาการดาวน์ เพื่อรักษาตามอาการหรือแก้ไขความผิดปกติที่พบร่วมด้วย  เพื่อให้เด็กเหล่านี้สามารถช่วยเหลือตนเองได้ในชีวิตประจำวัน และใช้ชีวิตอยู่ในสังคมได้ใกล้เคียงกับคนปกติมากที่สุด  การดูแลรักษาเน้นการดูแลแบบองค์รวม (holistic approach) โดยทีมสหวิชาชีพ

1. ด้านสุขภาพอนามัย เนื่องจากอาจมีความผิดปกติหลายอย่างที่พบร่วมด้วยได้ในกลุ่มอาการดาวน์ รวมทั้งมีโอกาสเจ็บป่วยได้ง่ายและบ่อยกว่าเด็กทั่วไป จึงควรแนะนำบิดามารดาให้พาบุตรไปพบแพทย์ตั้งแต่เริ่มแรก  และติดตามการรักษาเป็นระยะๆ

2. การส่งเสริมพัฒนาการ 
เด็กกลุ่มอาการดาวน์สามารถพัฒนาได้ถ้าได้รับการฝึกสอนที่เหมาะสม จึงควรแนะนำบิดามารดาเรื่องความสำคัญของการส่งเสริมพัฒนาการ

3. การดำรงชีวิตประจำวัน 
ควรฝึกให้ช่วยเหลือตนเองได้มากที่สุด  เพื่อให้สามารถไปเรียนและใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้ รู้จักควบคุมตนเอง

4. การฟื้นฟูสมรรถภาพ ได้แก่
        - การฟื้นฟูสมรรถภาพทางการแพทย์ เช่น การฝึกพูด กายภาพบำบัด กิจกรรมบำบัด
        - การฟื้นฟูสมรรถภาพทางการศึกษาโดยจัดทำแผนการศึกษาเฉพาะบุคคล (IEP)
        - การฟื้นฟูสมรรถภาพทางสังคม เช่น การฝึกทักษะการดำรงชีวิตประจำวัน 
        - การฟื้นฟูสมรรถภาพทางอาชีพโดยการฝึกอาชีพ



การเข้าเรียน ครั้งที่ 13
วันที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2556

วิชา  การอบรมเลี้ยงดูเด็กปฐมวัยที่มีความต้องการพิเศษ




**สอบกลางภาคในคาบเรียน**
การเข้าเรียน ครั้งที่ 12
วันที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2556

วิชา  การอบรมเลี้ยงดูเด็กปฐมวัยที่มีความต้องการพิเศษ

อาจารย์ให้นำเสนองานอีก 2 กลุ่มที่เหลือ ดังนี้

กลุ่มที่ 4 ออทิสติก (Autistic)




กลุ่มที่ 5 ดาวน์ซินโดรม (Down Syndrome)





การเข้าเรียน ครั้งที่ 11
วันที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2556

วิชา  การอบรมเลี้ยงดูเด็กปฐมวัยที่มีความต้องการพิเศษ




**ไม่มีการเรียนการสอน  เนื่องจากสถานการณ์บ้านเมือง
หมายเหตุ ต้องหาเวลาชดเชย 1 วัน**
การเข้าเรียน ครั้งที่ 10
วันที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2556

วิชา  การอบรมเลี้ยงดูเด็กปฐมวัยที่มีความต้องการพิเศษ

 วันนี้มีการนำเสนองานกลุ่มในเรื่องประเภทของเด็กพิเศษทั้ง 5 กลุ่ม ที่ได้จับฉลากได้ ซึ่งในวันนี้ได้มีการนำเสนอด้วยกันทั้ง 3 กลุ่ม คือ

กลุ่มที่ 1 สมองพิการ (Cerebral Palsy : C.P.)




กลุ่มที่ 2 เด็กที่มีปัญหาด้านการเรียนรู้ (Learning Disabilities: L.D.)





กลุ่มที่ 3 เด็กสมาธิสั้น (Attention Deficit Hyperacivity Disorders : ADHD)





ส่วน 2 กลุ่มที่เหลือ นำเสนอในสัปดาห์ต่อไป 

การเข้าเรียน ครั้งที่ 9
วันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2556

วิชา  การอบรมเลี้ยงดูเด็กปฐมวัยที่มีความต้องการพิเศษ


**ไม่มีการเรียนการสอน เนื่องจากหยุดวันปีใหม่**
การเข้าเรียน ครั้งที่ 8
วันที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2556

วิชา  การอบรมเลี้ยงดูเด็กปฐมวัยที่มีความต้องการพิเศษ


**ไม่มีการเรียนการสอน เนื่องจากสอบกลางภาค**
การเข้าเรียน ครั้งที่ 7
วันที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2556

วิชา  การอบรมเลี้ยงดูเด็กปฐมวัยที่มีความต้องการพิเศษ


**ไม่มีการเรียนการสอบ เนื่องจากแข่งกีฬา เทา-เหลือง ของมหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม **
การเข้าเรียน ครั้งที่ 6
วันที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2556

วิชา  การอบรมเลี้ยงดูเด็กปฐมวัยที่มีความต้องการพิเศษ


**ไม่มีการเรียนการสอน เนื่องจากหยุดวันรัฐธรรมนูญ**
การเข้าเรียน ครั้งที่ 5
วันที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2556

วิชา  การอบรมเลี้ยงดูเด็กปฐมวัยที่มีความต้องการพิเศษ


  • อาจารย์ได้แจกเอกสารประกอบการเรียน "เรื่อง เด็กที่มีความต้องการพิเศษ"
  • เนื่องจากอุปกรณ์ในห้องเรียนเสีย  อาจารย์จึงได้ให้นักศึกษาไปเตรียมตัวทำงานกลุ่ม ตามหัวข้อที่ตนเองได้รับ

การเข้าเรียน ครั้งที่ 4
วันที่ 26 พฤษจิกายน พ.ศ. 2556

วิชา  การอบรมเลี้ยงดูเด็กปฐมวัยที่มีความต้องการพิเศษ

วันนี้อาจารย์สอนต่อจากอาทิตย์ที่แล้ว

6.เด็กที่มีความบกพร่องทางพฤติกรรม และอารมณ์(Children with Behavioral and Emotional Disorders)


-เด็กที่มีการควบคุมอารมณ์ให้อยู่ในสภาพปกตินานๆไม่ได้


-เด็กที่ควบคุมพฤติกรรมบางอย่างของตนเองไม่ได้


-ทำให้ไม่สามารถอยู่ร่วมกับคนอื่นได้อย่างเรียบร้อย

เด็กที่มีความบกพร่องทางพฤติกรรม และอารมณ์ สามารถ แบ่ง

ออกเป็น 2ประเภท ดังนี้ คือ

-เด็กที่ได้รับความกระทบกระเทือนทางอารมณ์


-เด็กที่ปรับตัวเข้ากับสังคมไม่ได้


เด็กที่ปรับตัวเข้ากับสังคมไม่ได้ มักมีพฤติกรรมที่เห็นได้ชัด คือ


-วิตกกังวล      

-หนีสังคม     

-ก้าวร้าว


การจะจัดว่าเด็กมีความบกพร่องทางพฤติกรรมและอารมณ์ ต้องคำนึงถึงองค์ประกอบ ดังนี้


-สภาพแวดล้อม     

-ความคิดเห็นของแต่ละบุคคล      


ผลกระทบ


-ไม่สามารถเรียนหนังสือได้เช่นเด็กปกติ

-รักษาความสัมพันธ์ กับเพื่อนหรือกับครูไม่ได้

-มีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม เมื่อเทียบกับเด็กในวัยเดียวกัน

-มีความคับข้องใจ และมีความเก็บกดอารมณ์

-แสดงอาการทางร่างกาย เช่น ปวดศรีษะ ปวดตามส่วนต่างๆของร่างกาย

-มีความหวาดกลัว


เด็กที่มีความบกพร่องทางพฤติกรรม ซึ่งจัดว่ามีความรุนแรงมาก


-เด็กสมาธิสั้น (Children with Attention Deficit and Hyperactivity Disorders)

-เด็กออทิสติก (Autistic) หรือ ออทิสซึ่ม (Autisum)


เด็กสมาธิสั้น(Children with Attention Deficit and Hyperactivity Disorders)


-เรียกโดยย่อๆว่า ADHD

-เด็กที่ซนอยู่ไม่นิ่ง ซนมากผิดปกติ เคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา

-เด็กบางคนมีปัญหา เรื่องสมาชิกบกพร่อง อาการหุนหันพลันแล่น ขาดความยังยั้งชั่งใจ เด็กเหล่านี้ทางการแพทย์ เรียกว่า Attention Deficit Disorders (ADD)


ลักษณะของเด็กที่มีความบกพร่องทางพฤติกรรม และ อารมณ์

-อุจจาระ ปัสสาวะ รดเสื้อผ้า หรือที่นอน

-ติดขวดนม หรือตุ๊กตา และของใช้ในวัยทารก

-ดูดนิ้ว กัดเล็บ

-หงอยเหงา เศี้าซึม การหนีสังคม

-เรียกร้องความสนใจ

-อารมณ์หวั่นไหวง่าย ต่อสิ่งเร้า

-อิจฉา ริษยา ก้าวร้าว

-ฝันกลางวัน

-พูดเพ้อเจ้อ


7.เด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้( Children with Learning Disabilities)


-เรียกย่อๆว่า L.D. (Learning Disability)

-เด็กที่มีปัญหา ทางการเรียนรู้เฉพาอย่าง

-เด็กมีปัญหาทางการใช้ภาษา หรือการพูด การเขียน 

-ไม่นับรวมเด็กที่มีปัญหาเพียงเล็กน้อยทางการเรียน เด็กที่มีปัญหา
เนื่องจาก ความพิการ หรือความบกพร่องทางร่างกาย



ลักษณะของเด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้

-มีปัญหาในทักษะคณิตศาสตร์

-ปฏิบัติตามคำสั่งไม่ได้

-เล่าเรื่อง/ลำดับเหตุการณ์ไม่ได้

-มีปัญหาด้านการ อ่าน เขียน

-ซุ่มซ่าม

-รับลูกบอลไม่ได้

-ติดกระดุมไม่ได้

-เอาแต่ใจตนเอง


8.เด็กออทิสติก (Autistic)-หรือ ออทิซึ่ม(Autism)


-เด็กที่มีความบกพร่องอย่างรุนแรงในการสื่อความหมายพฤติกรรม สังคม และความสามารถทางสติปัญญาในการรับรู้


-เด็กออทิสติกแต่ละคนจะมีเอกลักษณ์ของตนเอง


-ติดตัวเด็กไปตลอดชีวิต


ลักษณะของเด็กออทิสติก

-อยู่ในโลกของตนเอง

-ไม่เข้าไปหาใครเพื่อให้ความปลอบใจ

-ไม่เข้าไปเล่นในกลุ่มเพื่อน

-ไม่ยอมพูด

-เคลื่อนไหวแบบซ้ำๆ

-ยึดติดวัตถุ

-ต่อต้าน หรือแสดงกิริยาอารมณ์อย่างรุนแรง และไร้เหตุผล

-มีทีท่าเหมือนคนหูหนวก

-ใช้วิธีการสัมผัส และเรียนรู้สิ่งต่างๆ ด้วยวิธีการที่ต่างจากคนทั่วไป

9.เด็กพิการซ้อน (Children with Multiple Handicaps)อาการของเด็กประเภทนี้ มีดังนี้

-เด็กมีความบกพร่องที่มากกว่าหนึ่งอย่าง เป็นเหตุให้เกิดปัญหาขัดข้องในการเรียนรู้อย่างมาก

-เด็กปัญญาอ่อนที่สูญเสียการได้ยิน

-เด็กปัญญาอ่อนที่ตาบอด-เด็กที่ทั้งหูหนวก และ ตาบอด

    -อาจารย์ให้ดูวีดีโอ เรืองห้องเรียนแรกของเด็กพิเศษพร้อมทั้งทำแผนผังความคิดโดยสรุป ส่งในคาบ
การเข้าเรียน ครั้งที่ 3
วันที่ 19 พฤษจิกายน พ.ศ. 2556

วิชา  การอบรมเลี้ยงดูเด็กปฐมวัยที่มีความต้องการพิเศษ

เด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกาย หมายถึง บุคคลที่มีปัญหาทางการเคลื่อนไหวอวัยวะไม่สมส่วน อวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งหรือหลายส่วนขาดหายไป  กระดูกและกล้ามเนื้อพิการ  เจ็บป่วยเรื้อรังรุนแรง  มีความพิการของระบบประสาท  มีความลำบากในการเคลื่อนไหว  ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการจัดการศึกษาในสภาพปกติและต้องอาศัยการฝึกฝน  การใช้เครื่องมือ  วัสดุ  อุปกรณ์หรือต้องการเครื่องอำนวยความสะดวกเข้าช่วย

ลักษณะอาการ

- อาการที่บกพร่องทางร่างกาย ที่มักพบบ่อย ได้แก่

1. ซีพี หรือ ซีรีรัล พัลซี (C.P. : Cerebral Passy) หมายถึง การเป็นอัมพาตเนื่องจากระบบประสาทสมองพิการหรือเป็นผลมาจากสมองที่กำลังพัฒนาถูกทำลายก่อนคลอด อันเนื่องมาจากการขาดอากาศ ออกซิเจนฯ เด็กซีพี มีความบกพร่องที่เกิดจากส่วนต่างๆ ของสมองแตกต่างกัน ที่พบส่วนใหญ่ คือ

  • อัมพาตเกร็งของแขนขา หรือครึ่งซีก (Spastic)
  • อัมพาตของลีลาการเคลื่อนไหวผิดปกติ (Athetoid) จะควบคุมการเคลื่อนไหวและบังคับไปในทิศทางที่ต้องการไม่ได้
  • อัมพาตสูญเสียการทรงตัว (Ataxia) การประสานงานของอวัยวะไม่ดี
  • อัมพาตตึงแข็ง  (Rigid) การเคลื่อนไหวแข็งช้า ร่างการมีการสั่นกระตุกอย่างบังคับไม่ได้
  • อัมพาตแบบผสม  (Mixed)
 
2.กล้ามเนื้ออ่อนแรง (Muscular Distrophy) เกิดจากประสาทสมองที่ควบคุมส่วนของกล้ามเนื้อส่วนนั้นๆ เสื่อมสลายตัว โดยไม่ทราบสาเหตุ ทำให้กล้ามเนื้อแขนขาจะค่อย ๆ อ่อนกำลัง เด็กจะเดินหกล้มบ่อย 

3.โรคทางระบบกระดูกกล้ามเนื้อ (Orthopedic) ที่พบบ่อย ได้แก่
   
  • ระบบกระดูกกล้ามเนื้อพิการแต่กำเนิด เช่น เท้าปุก (Club Foot) กระดูกข้อสะโพกเคลื่อน อัมพาตครึ่งท่อนเนื่องจากกระดูกไขสันหลังส่วนล่างไม่ติด
  • ระบบกระดูกกล้ามเนื้อพิการด้วยโรคติดเชื้อ (Infection) เช่น วัณโรค กระดูกหลังโกง กระดูกผุ เป็นแผลเรื้อรังมีหนอง
  • กระดูกหัก ข้อเคลื่อน ข้ออักเสบ มีความพิการเนื่องจากไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง

4.โปลิโอ (Poliomyelitis) เกิดจากเชื้อไวรัสชนิดหนึ่งเข้าสู่ร่างกายทางปาก แล้วไปเจริญต่อมน้ำเหลืองในลำคอ ลำไส้เล็ก และเข้าสู่กระแสเลือดจนถึงระบบประสาทส่วนกลาง เมื่อเซลล์ประสาทบังคับกล้ามเนื้อถูกทำลาย แขนหรือขาจะไม่มีกำลังในการเคลื่อนไหว             
5.แขนขาด้วนแต่กำเนิด (Limb Deficiency) รวมถึงเด็กที่เกิดมาด้วยลักษณะของอวัยวะที่มีความเจริญเติบโตผิดปกติ เช่น นิ้วมือติดกัน 3-4 นิ้ว มีแค่แขนท่อนบนต่อกับนิ้วมือ ไม่มีข้อศอก หรือเด็กที่แขนขาด้วนเนื่องจากประสบอุบัติเหตุ และการเกิดอันตรายในวัยเด็ก             

6.โรคกระดูกอ่อน (Osteogenesis Imperfeta) เป็นผลทำให้เด็กไม่เจริญเติบโตสมวัย ตัวเตี้ย มีลักษณะของกระดูกผิดปกติ กระดูกยาวบิดเบี้ยวเห็นได้ชุดจากระดูกหน้าแข็ง

- ความบกพร่องทางสุขภาพ ที่มักพบบ่อย ได้แก่
         
1. โรคสมชัก (Epilepsy) เป็นลักษณะอาการที่เกิดเนื่องมาจากความผิดปกติของระบบสมองที่พบบ่อยมีดังนี้
  • ลมบ้าหมู (Grand Mal)
  • การชั่กในช่วงสั้นๆ(Petit Mal)
  • การชักแบบรุนแรง (Grand Mal)
  • อาการชักแบบพาร์ชัล คอมเพล็กซ์ (Partial Complex)
  • อาการไม่รู้สึกตัว (Focal Partial)

2.โรคระบบทางเดินหายใจโดยมีอาการเรื้อรังของโรคปอด (Asthma) เช่น หอบหืด วัณโรค ปอดบวม             

3.โรคเบาหวานในเด็ก เกิดจากร่างกายไม่สามารถใช้กลูโคสได้อย่างปกติ เพราะขาดอินชูลิน                   

4.โรคข้ออักเสบรูมาตอย มีอาการปวดตามข้อเข่า ข้อเท้า ข้อศอก ข้อนิ้วมือ             

5.โรคศีรษะโต เนื่องมาจากน้ำคั่งในสมอง ส่วนมากเป็นมาแต่กำเนิด ถ้าได้รับการวินิจฉัยโรคเร็วและรับการรักษาอย่างถูกต้องสภาพความพิการจะไม่รุนแรง เด็กสามารถปรับสภาพได้และมีพื้นฐานทางสมรรถภาพดีเช่นเด็กปกติ             

6.โรคหัวใจ (Cardiac Conditions) ส่วนมากเป็นตั้งแต่กำเนิด เด็กจะตัวเล็กเติบโตไม่สมอายุ ซีดเซียว เหนื่อยหอบง่าย อ่อนเพลีย ไม่แข็งแรงตั้งแต่กำเนิด
  •             
การเข้าเรียน ครั้งที่ 2
วันที่ 12 พฤษจิกายน พ.ศ. 2556

วิชา  การอบรมเลี้ยงดูเด็กปฐมวัยที่มีความต้องการพิเศษ


อาจารย์สอน เรื่องเด็กที่มีความต้องการพิเศษ  (Special Child) 
ซึ่งหลายคนก็มักจะนึกถึงเด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกายหรือมีพัฒนาการบกพร่อง แต่จริงๆ แล้วคำว่าเด็กพิเศษนั้นครอบคลุมไปมากกว่านั้นค่ะ เพราะว่า “เด็กพิเศษ” (Special Child) มาจากคำเต็มๆ ว่า “เด็กที่มีความต้องการพิเศษ” (Child with Special Needs) หมายถึง เด็กกลุ่มที่จำเป็นต้องได้รับการดูแลช่วยเหลือเป็นพิเศษมากกว่าเด็กทั่วๆ ไป ทั้งในด้าน การใช้ชีวิตประจำวัน การเรียนรู้ และการเข้าสังคม ซึ่ง นพ.ทวีศักดิ์ สิริรัตน์เรขา (จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น) ได้แบ่งเด็กพิเศษออกเป็น 3 กลุ่มหลักๆ ดังนี้


1) เด็กที่มีความสามารถพิเศษ: เนื่องจากคนในสังคมมักคิดว่าเด็กเหล่านี้เป็นเด็กเก่ง เด็กกลุ่มนี้จึงมักไม่ค่อยได้รับการดูแลและช่วยเหลืออย่างจริงจัง ในทางตรงกันข้าม หลายๆ ครอบครัวกลับไปเพิ่มความกดดันให้กับเด็กมากยิ่งขึ้น เพราะมีความคาดหวังมากกว่าเด็กปกติทั่วไป นอกจากนี้วิธีการเรียนรู้ในแบบปกติทั่วไปก็ไม่สามารถตอบสนองความต้องการในการเรียนรู้ของเด็กกลุ่มนี้ได้ มักทำให้เด็กเกิดความเบื่อหน่ายและอาจทำให้ไม่สสามารถแสดงความสามารถพิเศษที่มีอยู่ได้อย่างเต็มศักยภาพ เด็กที่มีความสามารถพิเศษสามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มย่อย ดังนี้ 
          •  เด็กที่มีระดับสติปัญญาสูง คือ กลุ่มเด็กที่มีระดับสติปัญญา (IQ) ตั้งแต่ 130 ขึ้นไป 
          •  เด็กที่มีความสามารถพิเศษเฉพาะด้าน เด็กเหล่านี้อาจไม่ใช่เด็กที่มีระดับสติปัญญาสูง แต่จะมีความสามารถพิเศษเฉพาะด้าน ที่โดดเด่นกว่าคนอื่นในวัยเดียวกัน เช่น คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ การใช้ภาษา ศิลปะ ดนตรี กีฬา การแสดง ฯลฯ 
          •  เด็กที่มีความคิดสร้างสรรค์

2) เด็กที่มีความบกพร่อง: ในต่างประเทศได้มีการแบ่งแยกย่อยไปหลายแบบ ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการของไทยได้แบ่งออกเป็น 9 กลุ่มย่อย ดังนี้ 
          •  เด็กที่มีความบกพร่องทางการมองเห็น
          •  เด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน
          •  เด็กที่มีความบกพร่องทางการสื่อสาร
          •  เด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกายและการเคลื่อนไหว
          •  เด็กที่มีความบกพร่องทางอารมณ์และพฤติกรรม
          •  เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา (Intellectual Disabilities)
          •  เด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ (Learning Disabilities)
          •  เด็กออทิสติก (รวมถึงความบกพร่องของพัฒนาการแบบรอบด้านอื่นๆ - PDDs)
          •  เด็กที่มีความพิการซ้อน

3) เด็กยากจนและด้อยโอกาส: คือเด็กที่อยู่ในครอบครัวที่มีฐานะยากจน ขาดแคลนปัจจัยที่จำเป็นในการเจริญเติบโตและการเรียนรู้ของเด็ก และยังรวมไปถึงกลุ่มเด็กที่ขาดโอกาสทางการศึกษาจากสาเหตุอื่นๆ อีกด้วย เช่น เด็กเร่ร่อน เด็กถูกใช้แรงงาน เด็กต่างด้าว ฯลฯ 
      ทั้งนี้  เด็กในกลุ่มต่างๆที่กล่าวถึงนี้ ควรได้รับการดูแลเพิ่มเติมด้วยวิธีการพิเศษซึ่งต่างไปจากวิธีการตามปกติ เพื่อให้พวกเค้าสามารถพัฒนาศักยภาพที่มีอยู่ได้อย่างเต็มที่ เพื่อให้มีสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ดี มีโอกาสทางการศึกษาที่เท่าเทียม รวมทั้งได้รับการยอมรับและใช้ชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข